พระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก พระวิปัสสนาจารย์ วิ ๑๐. มจร.บาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ๐๙๕-๕๙๖-๙๔๔๘
หน้าแรก
- หน้าแรก
- พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก
- ปฏิทินการปฏิบัติธรรม
- 200ปีชาตกาลหลวงปู่เอี่ยม
- หลวงปู่เอี่ยม
- หลวงปู่กลิ่น
- หลวงปู่ทองสุข
- หลวงพ่อสอน
- พระครูอมรศุภการ
- พระไตรปิกฏ
- สติปัฏฐาน๔
- ติตด่อ
- บำเพ็ญกุศล
- ค่ายพุทธบุตร
- บริจาคกองทุนการศึกษาผ้าป่าปี 2560
- บริจาคพระภิกษุสงฆ์ อาพาธ (ค่ารักษาพยายบาล)
- หนังสือธรรมะ PDF
- เสียงอ่านพระไตรปิกฏ เล่มที่ ๑
- อานิสงส์ในการทำบุญต่างๆ
- บรรลุธรรมในชาตินี้
- VDO ค่ายธรรมะ
วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560
ผ้าป่ากองทุนการศึกษา ครั้งที่ ๑๒ ปี ๒๕๖๐
เจริญพร เรียนเชิญ ทำบุญการศึกษา ผ้าป่าสามัคคี ปี ๒๕๖๐
เพื่อผู้ศึกษาธรรมะ นิสิต นักศึกษาทางโลก
ศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดสพานสูง
เจริญพรทำบุญการศึกษา ผ้าป่าสามัคคี ปี ๒๕๖๐
เพื่อนิสิต นักศึกษา
ศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดสพานสูง
๑. ในการสนับสนุนหลักสูตรนักธรรม
นักธรรมศึกษาในระดับ ตรี โท เอก
๒. ทุนการศึกษาระดับมัธยมต้น -ปลาย
๓. ระดับอาชีพ ปวช. ปวส.
๔.และระดับอุดมศึกษาปริญญาตรี
ที่ ศพอ.วัดสพานสูง
นำโดยประธานกองทุนพระครูอมรศุภการ และคณะเลขานุการมีพระสมุห์ไพบูลย์ ฐิตธมฺโม
ให้ทุนในการสนับสนุนตลอดระยะเวลา ๒๕๔๘-๒๕๖๐ เป็นระยะเวลา ๑๒ ปี
จึงฝากบอกญาติธรรมมา ณ โอกาสนี้ (ไม่ได้ทำกันง่ายๆ)
ตามโอกาสและเวลา บุญก็จะช่วย
๑. ผู้ด้อยโอกาส เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์
๒. เพื่อความเป็นมงคล ตรงกับพหูสูตรที่ พาหุสัจจัญจะ
(เป็นพหูสูต)
๓. เพื่อเพิ่มโอกาส สร้างอาชีพ
๔. เพื่ออนาคตที่ดีของประชากรโลก
๕. เพื่อความหวังของน้องๆ
บาลี: พาหุสจฺจญฺจ (พาหุสัจจัญจะ)
พหู แปลว่ามาก สูต แปลว่าความเป็นผู้ได้สดับตรับฟัง
ดังนั้นพหูสูต จึงหมายถึงความเป็นผู้รู้ ได้สดับตรับฟังมาก
หรือความเป็นผู้คงแก่เรียน พหูสูตเป็นมงคล เพราะการฟังมาก
(ในที่นี้รวมถึงผู้ที่รู้จากการอ่านด้วย) ย่อมเพิ่มวุฒิปัญญา เชาวน์ และไหวพริบ
นำความรู้ที่ได้ยินได้ฟัง ได้อ่าน ไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือตนเองหรือคนอื่นได้มาก
และเป็นช่องทางนำความเจริญด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความเจริญก้าวหน้ามาสู่ตน
ไม่มีใครแย่งชิงได้ เป็นสหชาติปัญญา
แล้วก็จะย้อนกับไปในสิ่งที่ญาติธรรม
ในความเป็นพหุสูตรเช่นกัน
แจ้งการโอนเงิน ขอใบอนุโมทนา
ลดหย่อยภาษีได้ตามกฏหมาย
บริจาค ๑๐๐ บาท รับของที่ระลึกเหรียญหลวงปู่เอี่ยม ๑ เหรียญ
ทำเนียบรุ่นวิปัสสนาจารย์ รุ่น ๑๐
ศิษย์วัดสพานสูงผู้ที่สำเร็จการศึกษา
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิปัสสนาภาวนา
พระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก
พระวิปัสสนาจารย์ มจร.
โครงการโรงเรียนวิธีพุทธ
ส่วนวางแผนและพัฒนาการอบรม
สถาบันวิปัสสนาธุระ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย
จ.พระนครศรีอยุธยา
http://www.vipassanathai.org/
ผู้เขียนพระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก (วรรธน์นศรี)
พระวิปัสสนาจารย์ สำนักปฏิบัติธรรมแห่งที่ ๗
วัดสพานสูง
(ศิษย์ประจำสำนักที่เคยได้รับทุนเรียนปริญญาโท
วิปัสสนาภาวนา)
รับปริญญาวันที่ ๒๐-๒๑ พฤษภาคมนี้
ถ้ามีโอกาสได้รับทุนก็จะเรียนต่อในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ดร.ต่อไป
วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือ ทำไมใช้กฎหมายแกล้งฆ่าพระ
"ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือ ทำไมใช้กฎหมายแกล้งฆ่าพระ"
การบวชคือ การเกิดใหม่ในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อายุพรรษาจะเริ่มนับตั้งแต่วันบวช ผู้มีอายุ 80 ปีแล้วเพิ่งบวช ก็ต้องเคารพกราบไหว้พระหนุ่มอายุ 20 ปี ที่บวชก่อนแม้เพียงวันเดียว
กฎหมายของไทยในปัจจุบัน มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อพระภิกษุ กล่าวคือ พระภิกษุเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา หากพนักงานสอบสวนเห็นว่าต้องควบคุมตัวไว้ หรือศาลไม่ให้ประกันตัว ก็ต้องสึก ขาดจากความเป็นพระทันที ทั้งที่คดียังไม่ได้พิพากษา คิดเอาง่ายๆว่า "ถ้าไม่ผิดก็บวชใหม่ได้"
เปรียบเทียบกับคดีของคนทั่วไป หากผู้ต้องหาถูกควบคุมตัว แล้วมีกฎหมายระบุว่า ให้ประหารชีวิตก่อนเลย โดยให้เหตุผลว่า "ถ้าคดีพิพากษาแล้วไม่ผิด ก็ไปเกิดใหม่ได้" ทุกคนย่อมเห็นตรงกันว่าเป็นกฎหมายที่อยุติธรรมอย่างยิ่ง
เคยมีพระภิกษุที่ถูกจับสึกเพราะพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัวหลายราย อาทิ เจ้าคุณอุดม วัดเทพศิรินทร์ ในคดีเครื่องราชฯ เป็นข่าวครึกโครม แต่สุดท้ายศาลฎีกาพิพากษาว่าท่านไม่มีความผิด ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และท่านก็ต้องตายไปด้วยความช้ำใจต่อความอยุติธรรมที่ตนได้รับ
ยิ่งกฎหมายเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา คือเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาไปก่อน แล้วให้จำเลยไปแก้คดีที่ศาล ยิ่งอันตรายมาก เพราะพระภิกษุสามารถถูกแกล้งจับสึกได้ตลอดเวลา
ดังตัวอย่างวัดพระธรรมกายถูกแจ้งความดำเนินคดีถึง 300 กว่าคดีในเวลาเพียงหนึ่งเดือน และมีนโยบายว่า ทุกคดีให้ส่งศาลขอฝากขัง คัดค้านการประกันตัว พระก็ต้องเสี่ยงกับการถูกจับสึก ตั้งแต่ศาลยังไม่พิพากษาหลายร้อยครั้ง พลาดแม้เพียงครั้งเดียว ก็ต้องตายไปจากความเป็นพระทันที
อิสลามยังเรียกร้องให้ออกกฏหมายชารีอะห์ สำหรับชาวอิสลาม
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเลิกกฎหมายมักง่าย เป็นเครื่องทำลายพระพุทธศาสนา ฆ่าพระภิกษุจากพระธรรมวินัย ดังนี้
1. ห้ามสึกพระโดยที่คดียังไม่ได้พิพากษาจนถึงที่สุด
2. ห้ามใช้ระบบกล่าวหากับพระภิกษุ
3. คดีของพระภิกษุ ให้ตั้งศาลสงฆ์ มีคณะพิจารณาไต่สวนเฉพาะ มีผู้แทนคณะสงฆ์เข้าร่วมพิจารณาด้วย โดยยึดหลักพระวินัยร่วมกับกฎหมายทางโลก ถ้าหลักฐานไม่พอก็จบกันไป ถ้าหลักฐานพอก็ดำเนินคดีไปตามกระบวนการยุติธรรม
4. การพิจารณาไต่สวนให้ทำในวัดที่เหมาะสม ไม่เสียสมณสารูป
5. คดีใหญ่ที่เป็นที่สนใจ ให้เชิญองค์กรพุทธทั่วโลกร่วมสังเกตการณ์ด้วย เพราะพระภิกษุทั้งโลกก็ใช้พระวินัยของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน
"หยุดฆ่าพระภิกษุจากสมณเพศ หยุดระบบกล่าวหาต่อพระภิกษุ"
การบวชคือ การเกิดใหม่ในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อายุพรรษาจะเริ่มนับตั้งแต่วันบวช ผู้มีอายุ 80 ปีแล้วเพิ่งบวช ก็ต้องเคารพกราบไหว้พระหนุ่มอายุ 20 ปี ที่บวชก่อนแม้เพียงวันเดียว
กฎหมายของไทยในปัจจุบัน มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อพระภิกษุ กล่าวคือ พระภิกษุเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา หากพนักงานสอบสวนเห็นว่าต้องควบคุมตัวไว้ หรือศาลไม่ให้ประกันตัว ก็ต้องสึก ขาดจากความเป็นพระทันที ทั้งที่คดียังไม่ได้พิพากษา คิดเอาง่ายๆว่า "ถ้าไม่ผิดก็บวชใหม่ได้"
เปรียบเทียบกับคดีของคนทั่วไป หากผู้ต้องหาถูกควบคุมตัว แล้วมีกฎหมายระบุว่า ให้ประหารชีวิตก่อนเลย โดยให้เหตุผลว่า "ถ้าคดีพิพากษาแล้วไม่ผิด ก็ไปเกิดใหม่ได้" ทุกคนย่อมเห็นตรงกันว่าเป็นกฎหมายที่อยุติธรรมอย่างยิ่ง
เคยมีพระภิกษุที่ถูกจับสึกเพราะพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัวหลายราย อาทิ เจ้าคุณอุดม วัดเทพศิรินทร์ ในคดีเครื่องราชฯ เป็นข่าวครึกโครม แต่สุดท้ายศาลฎีกาพิพากษาว่าท่านไม่มีความผิด ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และท่านก็ต้องตายไปด้วยความช้ำใจต่อความอยุติธรรมที่ตนได้รับ
ยิ่งกฎหมายเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา คือเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาไปก่อน แล้วให้จำเลยไปแก้คดีที่ศาล ยิ่งอันตรายมาก เพราะพระภิกษุสามารถถูกแกล้งจับสึกได้ตลอดเวลา
ดังตัวอย่างวัดพระธรรมกายถูกแจ้งความดำเนินคดีถึง 300 กว่าคดีในเวลาเพียงหนึ่งเดือน และมีนโยบายว่า ทุกคดีให้ส่งศาลขอฝากขัง คัดค้านการประกันตัว พระก็ต้องเสี่ยงกับการถูกจับสึก ตั้งแต่ศาลยังไม่พิพากษาหลายร้อยครั้ง พลาดแม้เพียงครั้งเดียว ก็ต้องตายไปจากความเป็นพระทันที
อิสลามยังเรียกร้องให้ออกกฏหมายชารีอะห์ สำหรับชาวอิสลาม
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเลิกกฎหมายมักง่าย เป็นเครื่องทำลายพระพุทธศาสนา ฆ่าพระภิกษุจากพระธรรมวินัย ดังนี้
1. ห้ามสึกพระโดยที่คดียังไม่ได้พิพากษาจนถึงที่สุด
2. ห้ามใช้ระบบกล่าวหากับพระภิกษุ
3. คดีของพระภิกษุ ให้ตั้งศาลสงฆ์ มีคณะพิจารณาไต่สวนเฉพาะ มีผู้แทนคณะสงฆ์เข้าร่วมพิจารณาด้วย โดยยึดหลักพระวินัยร่วมกับกฎหมายทางโลก ถ้าหลักฐานไม่พอก็จบกันไป ถ้าหลักฐานพอก็ดำเนินคดีไปตามกระบวนการยุติธรรม
4. การพิจารณาไต่สวนให้ทำในวัดที่เหมาะสม ไม่เสียสมณสารูป
5. คดีใหญ่ที่เป็นที่สนใจ ให้เชิญองค์กรพุทธทั่วโลกร่วมสังเกตการณ์ด้วย เพราะพระภิกษุทั้งโลกก็ใช้พระวินัยของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน
"หยุดฆ่าพระภิกษุจากสมณเพศ หยุดระบบกล่าวหาต่อพระภิกษุ"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















































