วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตร A Study Of Insight Meditation Practice In Subha Sutta

ศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตร
A Study Of Insight Meditation  Practice In Subha Sutta

พระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก (วรรธน์นศรี)[1]
ดร.วิโรจน์ คุ้มครอง ป.ธ. ๙[2]

บทคัดย่อ

สาระนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ๒ ประการคือ ๑) ไปศึกษาเนื้อหาและสาระสำคัญในสุภสูตร, ๒) เพื่อศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตร  ผู้วิจัยได้ทำการวิจัยเชิงคุณภาพ (เอกสาร) โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทและเอกสารที่เกี่ยวข้องนำมารวบรวมเรียบเรียงบรรยายเชิงพัฒนาตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญแล้วนำมาศึกษาและอธิบายเพื่อให้ได้เนื้อหาสอดคล้องตามลำดับของงานวิจัย
ผลการวิจัยพบว่าสุภสูตรเป็นพระสูตรที่พระอานนท์แสดงสุภมานพโตเทยยบุตร    ให้ประชาชนสมาทานตั้งอยู่ในสีลขันธ์หรืออริยสีลขันธ์ซึ่งเป็นสีลในองค์มรรคเพื่อการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ ๑) สัมมาวาจาได้แก่ การพูดจาชอบ ประกอบด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด คำหยาบและไม่พูดเพ้อเจ้อ ๒) สัมมากัมมันตะ หรือการทำงานชอบคือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ขโมยสิ่งของคนอื่น            ไม่ประพฤติผิดในกาม ๓) สัมมาอาชีโว คือการเลี้ยงชีวิตชอบ โดยละการเลี้ยงชีพที่ผิด การปฏิบัติตามธรรมวินัย การปฏิบัติในความเพียร ได้ศีลในสามองค์มรรค เป็นการสืบเนื่องต่อสติสัมปชัญญะ ถ้าศีลสมบูรณ์แล้วอริยมรรคก็เกิดร่วมกับสมาธิขันธ์หรือ อริยสมาธิขันธ์ คือ การเจริญภาวนาในจิตของตน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา หรือการเพ่งเล็งด้วยความโลก มีสติสัมปชัญญะ มีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบเป็นประธาน ซึ่งจะเป็นบาทฐานในมรรค ๘  มีสัมมาญาณะ จึงมีสัมมาวิมุตติ  ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเอง น้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตนในปัญญาขันธ์หรืออริยะปัญญาขั้นต่อไป ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาในขั้นของปัญญา พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญให้สมาทานตั้งอยู่ไม่ได้  มีกิจอื่นขึ้นไปอีก เมื่อพระอานนท์แสดงธรรมจบสุภมาณพแสดงตนเป็นอุบาสก  เมื่อสมบูรณ์ด้วยศีลย่อมได้เสวยสุขปราศจากโทษมีการบรรลุธรรมตั้งแต่ฌานขั้นที่ ๑-๘ ซึ่งเป็นโลกิยะและสามารถเปลี่ยนกำหนดยกจิตเพื่อเจริญวิปัสสนา โดยการดูอาการปรากฏขึ้นและดับไปของนามรูปจนจิตเข้าสู่ญาณหรือวิปัสสนาญาณ ผลของสุภสูตรก็คือ การได้โลกิยสุข ถึงโลกุตรธรรม ๙ มี มรรค ๔ ผล ๔        นิพพาน ๑

คำสำคัญ  ไตรสิกขา สีล สมาธิ และปัญญา


Abstract
This thematic paper had two objectives; 1) to study contents and essential teaching found in Subhasutta, 2) to study insight meditation development in Subhasutta. The study was qualitative research by taking primary source from Theravada Buddhist texts and concerned documents. The collected data was analyzed, approved by advisor then re-corrected and composed in descriptive style to comply with objects of research.
Research results were found that ‘Subhasutta’ was a discourse delivered  by Buddha  to people in order to persuade them  in observing morality (Sīlakhandha) which was one path for insight meditation practice composed of; 1) Sammāvācā or right speech, no lying ,no gibe, no harsh words, no prate, 2) Sammākammanta or right actions; no killing animals, stealing, no misconducts on sexuality, 3) Sammā-ājīvo or the right livelihood by avoiding wrong living, following teaching of Buddha, encouraging effort, setting in three main path which is maintaining of mindfulness and awareness. The perfect morality will occur with concentration aggregate or noble concentration aggregate which refers to mind development of oneself, purifying mind from greed or lust. Practitioners must apply mindfulness, with right views as president which later will become the base of noble eightfold path. They can gain the right knowledge, right liberation which one can see and experience by himself, bending into the innate mind and belonging to the wise who individually realizes the great wisdom or noble wisdom. For insight meditation practice, Buddha taught people to live with morality, not concern with other activity. After Ven. Ananda finished delivering dhamma, Subha, a young man announced himself as Buddhist laity. When one lives in morality, gaining happiness which come from entering worldly first absorption up to eight absorption then uplifts his mind to develop insight by observing true manners of appearing and extinction of name and forms until entering into great wisdom or insight knowledge. The profit of Subbhasutta is the gains of worldly happiness and entering the nine transcendent spheres composing of 4 path, 4 fruit and 1 Nibbana.

Key Word  Threefold training




๑. บทนำ
เมื่อในสมัยพุทธกาล  ปรากฏในพระสูตร พระอานนท์เป็นผู้แสดงสุภมานพ โตเทยยบุตร   ผู้ที่หลังจากที่ การสอบถามปัญหา สุภมานพทราบว่าพระอานนท์มาที่พักที่ วัดพระเชตวันมหาวิหาร จึงให้คนไปนิมนต์มาที่บ้านเรียนถามว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญธรรมอะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญธรรมอันใดเล่า และ ทรงชักชวนให้ประชาชนอยู่ในธรรมอันอะไร เรื่องความสุขในพระพุทธศาสนา มีทั้งความสุขที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ความสุขที่เป็นรูปธรรมคือการมีสุขภาพดี การมีอาชีพการงานเป็นหลักฐาน การเป็นที่ยอมรับในสังคม การมีมิตรสหาย และการมีชีวิตครอบครัวที่ดี ความสุขในนามธรรม คือความสุขที่เกี่ยวกับคุณธรรมความดีงาม ความสุขที่เกิดจากความมั่นใจในคุณค่าของชีวิต ความมีศรัทธาในสิ่งดีงามที่เป็นหลักจิตใจ
การมีปัญญาที่ทำให้รู้จักปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายได้ถูกต้อง และความสุขขั้นสูงสุดคือ โลกุตตร ซึ่งเป็นความสุขของพระอเสขะ คือ พระอรหันตขีณาสพ  ที่อยู่เหนือกระแสไหลเวียนของโลกธรรมคือความเป็นผู้มีจิตใจอิสระ ด้วยความรู้เท่าทันต่อสิ่งทั้งหลาย รู้โลกและชีวิตตามความเป็นจริง  ความสุขมีความสำคัญมากในการปฏิบัติธรรม ทางพระพุทธศาสนาเริ่มตั้งต้น ในการทำความดี หรือ กรรมดีทั่วๆ ไป ที่เรียกว่าบุญ ดังพระพุทธพจน์ว่า บุญเป็นชื่อของความสุข  พระพุทธศาสนา ถือว่า ความสุขเป็นเรื่องสำคัญ การที่อริยสาวก[3]ละกามนั้นไม่ใช่เพราะกามไม่มีความสุข หรือเพราะพระพุทธศาสนาให้ละเว้นความสุข พระพุทธศาสนายอมรับความสุขตามที่เป็นจริง สอนให้ปฏิบัติเพื่อบรรลุความสุข และยอมรับว่ากามมีความสุข แต่อริยสาวกละกามเพราะเห็นว่ากามมีความสุขก็จริง แต่ยังปะปนด้วยทุกข์มาก สุดท้ายก็อยู่ในหมวดเวทนา[4]และข้อสำคัญยังมีความสุขอย่างอื่นที่สุขกว่า ลึกซึ้งประณีตกว่าสุขที่เกิดจากกาม หรือความสุขที่เกิดจากการเสพเสวยรสอร่อยของโลกอย่าง   สามัญชน นั่นคือ นิพพาน[5] คือ สุขอันเกิดจากการหลุดพ้น[6]  พระพุทธศาสนายอมรับหลักการของสุขนิยมว่ามีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ปุถุชน เพราะว่าแรงกระตุ้นที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์พยายามกระทำการต่างๆ นั้น มาจากความอยากมีความสุข เกลียดความทุกข์นั่นเอง  ตามสภาวะเหตุเกิดจากทุกข์
พระอานนท์เป็นผู้แสดงกับสุภมานพ โตเทยบุตร ผู้ที่ปรากฏในพระสูตรนี้ก็เคยได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และสุภมานพได้ประกาศตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนาแล้ว               จึงเคารพนับถือพระอานนท์ในฐานเป็นพุทธอุปัฏฐาก ฉะนั้น เมื่อทราบว่าพระอานนท์มา จึงนิมนต์   ไปสนทนาธรรม ปัญหาที่ถามนั้นแสดงให้เห็นว่ามีความเคารพนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้ามาก          แม้พระองค์เสด็จดับขันธ์นิพพาน แต่ก็ปฏิบัติตามธรรมที่สร้างสรรเสริญ และได้ทรงชักชวนให้คนส่วนมากตั้งมั่น ก็ถือว่าได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน
ความสุขที่อิสระเช่น ความสุขในสติ สมาธิ ปัญญา ที่มีคุณค่าและความดีในตน ความสุขระดับนี้ไม่ต้องอิงอาศัยปัจจัยภายนอกจึงมีความแน่นอน ทำให้จิตใจตั้งมั่น มีความเชื่อมั่นในตนมาก อานุภาพสูง ความสุขระดับนี้เป็นความสุขชั้นดีเพราะทำให้ชีวิตเป็นอิสระมากขึ้น จิตใจเป็นใหญ่    มากขึ้นสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตนเอง คือ (๑) ความสุขจากความเชื่อมั่นในตัวตน (๒) ความสุขจากความดี (๓) ความสุขจากเมตตา (๔) ความสุขจากสมาธิจิตใจที่สงบ (๕) ความสุขจากปัญญาเห็นความเป็นจริงเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยความไม่สงสัย 
การบรรลุธรรมนั้น บรรพชิตและฆราวาสย่อมไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วฆราวาสผู้มี จิตหลุดพ้นกับภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นต่างก็มีความหลุดพ้นเหมือนกัน  ในครั้งพุทธกาลฆราวาสจำนวนมาก  บรรลุธรรม เช่น พระเจ้าพิมพิสาร อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น ซึ่งการจะเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ในพุทธศาสนานั้น บุคคลจะต้องฝึกฝนอบรมจิต ในการอบรมจิตนั้นต้องอยู่ในฐานระดับต่างๆ ถ้าเป็นปุถุชนสามัญก็ปฏิบัติธรรมให้อยู่ในวิสัยที่สามารถจะปฏิบัติได้หากมีศรัทธาปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้นได้ ผู้ทำวิจัยจึงได้เห็นความสำคัญในสุภสูตร เป็นเหมือนสูตรสำเร็จ       ซึ่งมีองค์ประกอบครบแห่งการความเป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จในการเจริญวิปัสสนาภาวนาได้เป็นอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนาได้ให้อิสระในการเลือกวิธีการปฏิบัติ จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์     ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด และผู้ที่จะบรรลุธรรมได้นั้นต้องโพธิปักขิยธรรม ๓๗ องค์แห่งการตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี ๓๗ ประการคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕     พละ ๕  โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ประการ เป็นพื้นฐานเกิดขึ้นอยู่ในจิตใจ  โดยอาศัยการฝึกหัดกาย วาจา  และใจให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับความสุขนี้ ผู้วิจัยจะได้ศึกษาค้นคว้า         ในงานวิจัยต่อไป[7]

๒. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
๒.๑ เพื่อศึกษาเนื้อหาและสาระสำคัญในสุภสูตร
๒.๒ เพื่อศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตร


๓. วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยนี้ มุ่งศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  ทีฆนิกายสีลขันธวรรค พระสูตรที่ ๑๐ เล่มที่ ๙ ข้อที่ ๔๔๔-๔๘๐ หน้าที่ ๑๙๗-๒๑๒ และวรรณกรรม พระพุทธศาสนาจากอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ผู้วิจัยจะดำเนินการตามวิธีการและขั้นตอนการวิจัยตามลำดับดังต่อไปนี้
๕.๑ ศึกษาเรื่องความสุขของฆราวาสในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ประกอบด้วยพระไตรปิฎก ปกรณ์วิเสสต่างๆ และวรรณกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
๕.๒ ศึกษาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับความสุขในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทประกอบด้วยพระไตรปิฎก และปกรณ์วิเสสต่างๆ และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
๕.๓ ศึกษาวิเคราะห์ทัศนะของพระพุทธศาสนาต่อความสุขของฆราวาสในคัมภีร์พระพุทธศาสนาสรุปผลที่ได้จากการวิจัย พร้อมข้อเสนอแนะ และประเด็นที่จะเป็นประโยชน์        ต่อการศึกษาต่อไป
การศึกษาค้นคว้าวิจัยเอกสารแบบพรรณาเรื่อง  ศึกษาการเจริญวิปัสสนาในสุภสูตรครั้งนี้  เป็นการศึกษาเอกสารด้านคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท  ศึกษาเฉพาะเนื้อหาหลักธรรม  และศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตรเท่านั้นที่ปรากฏในพระสูตรอื่นเป็นต้น ฯ ผลการวิจัยในสุภสูตร   อริยสีลขันธ์ อริยสมาธิขันธ์ และอริยปัญญาขันธ์[8]มีผลการปฏิบัติมีผลมหาศาล  กว่าใครที่จะเข้าใจได้  นอกจากผู้ปฏิบัติจริง  ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหิติ หมายความว่า ปัจจัตตัง  ก็รู้เฉพาะตน           อันวิญญชน หมายถึงผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตนอันนี้ข้อความจำกัดแล้ว ผู้ปฏิบัติพึงรู้ คนอื่นรู้ไม่ได้ เหมือนเรารับประทานอาหาร เรารู้จริงๆ คนอื่นก็รู้ นึกๆ เอาว่า อ้อ มันคงเป็นรสเปรี้ยว รสหวาน รสมัน รสเค็ม แต่ไม่รู้จริงๆเหมือนผู้รับประทานอาหารคงเป็นอย่างนี้ มีมรรค ผล ๑ เรียกว่า พระโสดาบัน    เริ่มเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่เริ่มเป็นพระโสดาบัน ผู้ที่เข้าสู่กระแสนิพาน และจะไม่ตกต่ำอีกแล้ว หรือเกิดอย่างน้อยก็จะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ ตนก็ย่อมรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น มรรค ผล ๒ เรียกว่าพรสกทาคามี มรรค ผล ๓ เรียกว่า  พระอานาคามี และเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา  ในศาสนาอื่นๆ ไม่มีคือ พระอรหันต์ เข้า  พระนิพพานเรียกว่าพระอเสชะ  ผู้ที่ยังไม่ต้องศึกษาในสิกขาบท  อีกต่อไป ทั้งหมดเรียกรวมว่าไตรสิกขาบทเริ่มตั้งแต่อริยสีลขันธ์ในองค์มรรค เป็นผลของการปฏิบัติในวิริยะคือ       ความเพียร  องค์ประกอบมรรค ๘ ได้องค์มรรค ๓ องค์ประกอบเป็นฐานแรกเป็นฐานของสีลขันธ์  การมีปัญญามองเห็นแล้วละสิ่งที่ไม่ดีออกไปเรียกว่า  ละชั่ว  ไม่ทำชั่ว  ละบาปทุจริตออกไปได้        นี้เป็นสีล  รักษาสีลเพื่อเป็นบาทฐานการเจริญสมาธิต่อไปในองค์มรรคในสีลได้องค์มรรค ๓ คือ       ๑. สัมมาวาจาการพูดจาชอบ  ไม่พูดเท็จไม่พูดเสียดสีไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ๒. สัมมากัมมันโต  การทำการงานชอบ  ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้  ไม่ประพฤติในกาม  ๓. สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ เข้าสู่ธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงออกแบบแผนให้การปฏิบัติโดยเป็นขั้นตอนเรียบง่ายไปหายยาก  ในวิริยะ คือ ความเพียร เป็นการสืบเนื่องต่อสติสัมปชัญญะ[9] กันไป    ถ้าสีลไม่สมบูรณ์  อริยมรรค  องค์อื่นๆ จะไม่เกิดขึ้นเลย  ถ้าไม่มีความบริบูรณ์สีลเป็นบาทฐานเป็นแบบแผน
ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตร  ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยสีลอย่างนี้  ย่อมไม่ประสบภัยอันตรายจากการสำรวม  อริยสมาธิขันธ์ คือ  การเจริญสมาธิภาวนาในจิตใจของคน  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาละความมุ่งร้ายคือพยาบาท  มีจิตไม่พยาบาทมุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้ายคือพยาบาทละถีนมิทธะ  (ความหดหู่และเซื่องซึม)  ปราศจาก    ถีนมิทธะ  กำหนดแสงสว่าง  มีสติสัมปชัญญะอยู่  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบอยู่ภายใน  ชำระจิตให้บริสุทธิ์  ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์  อริยอินทรียสังวร[10]  อริยสติ  สัมปชัญญะ  และอริยสันโดษ  อย่างนี้แล้ว    พักอยู่ ณ  เสนาสนะเงียบสงัด คือ  ป่าโคนไม้  ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำ  ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้ง  ลอมฟาง  เธอกลับจากบิณฑบาตภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว  นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า      เธอละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา) ในโลกมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา  ละความมุ่งร้าย คือ พยาบาท  มีจิตไม่พยาบาทมุ่งประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์อยู่ชำระจิตให้บริสุทธิ์  จากความมุ่งร้าย คือ พยาบาทละถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม)            ปราศจากถีนมิทธะ  กำหนดแสงสว่าง  มีสติสัมปชัญญะอยู่  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ         ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก  อุทธัจจกุกกุจจะ  ละวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ข้ามวิจิกิจฉา คือ  ความสงสัยได้แล้ว  ไม่มีวิจิกิจฉาในกุศลธรรมอยู่  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา  อุปมานิวรณ์ ๕ เปรียบเหมือนคนกู้หนี้มาลงทุนจนประสบผลสำเร็จ  ใช้หนี้เก่าที่เป็นต้นทุนจนหมดเก็บกำไรที่เหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา เขาคิดว่า  ‘เมื่อก่อนมีเหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา’  เพราะความไม่มีหนี้สินเป็นเหตุ     เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ  เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์สมบัติ  เดินทางไกลกันดาร  หาอาหารได้ยาก  มีภัยเฉพาะหน้า  ต่อมา  ข้ามพ้นทางกันดารถึงหมู่บ้านอันสงบร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ  เขาคิดว่า  เมื่อก่อนเรามีทรัพย์สมบัติ  เดินทางไกลกันดารหาอาหารได้ยาก  มีภัยเฉพาะหน้าเวลานี้ข้ามพ้นทางกันดารถึงหมู่บ้านอันสงบร่มเย็นปลอดภัยโดยสวัสดิภาพเพราะการพบภูมิสถานอันร่มเย็นเป็นเหตุ  เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ  พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนยังละไม่ได้เหมือนหนี้  พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้  เหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มีโรค  การพ้นโทษจากเรือนจำ ความเป็นไทแก่ตัวเอง และภูมิสถานอันสงบร่มเย็น เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕   ที่ตนละได้แล้วย่อมเกิดความเบิกบานใจ  เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิดปิติ  เมื่อใจมีปิติกายย่อมสงบ     เธอมีกายสงบย่อมได้รับความสุข  เมื่อมีความสุข  จิตย่อมตั้งมั่น  เมื่อจิตตั้งมั่นก็เจริญภาวนาในฐานปัญญาขันธ์ได้ต่อไป ก็จะก้าวสู้ฐานปัญญาขันธ์ คือ อะไร  อริยปัญญาขันธ์  อันเป็นอริยนี้พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญ  ให้สมาทาน  ให้ตั้งอยู่ให้ดำอยู่และ  ในพระธรรมวินัยนี้  มิได้กิจอื่นที่ยิ่งขึ้นไปอีกกว่านี้  ในการเจริญปัญญา  ตามฐานตอนตั้งแต่เริ่มด้วย  สีล  สมาธิและปัญญาในสุภสูตร              ก็จะเห็นได้ว่า  ผ่านกระบวนการเป็นขั้นตอนเป็นแบบแผนที่พระพุทธเจ้าทรงวางแบบแผนเอาไว้ให้ปฏิบัติตาม เป็นฐานการปฏิบัติการเจริญวิปัสสนาภาวนา[11] 
เมื่อได้ปฏิบัติตามจนถึงท้ายที่สุดก็บรรลุธรรมตั้งแต่ฌานเป็น โลกียะ  จึงสามารถกำหนดถอยออกจากฌาน  คือการกำหนดในอาการเกิด-ดับ ก็เข้าญานปัญญา  แต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเหมือนที่เขียนมานี้  หรือการเจริญวิปัสสนาญาณ  ในฐานโลกุตตระได้แต่ในทางปฏิบัติได้สองทาง   คือ  ๑.โดยการเจริญฌานสำเร็จมาก่อนอย่างน้อย ฌานที่ ๑ เรียกว่าปฐมฌาน  แล้วการเจริญวิปัสสนาภาวนา  ในสมาธิ  ผ่านฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป  แล้วก็ถอยจากฌาน  มากำหนดอาการเกิด-ดับ  แล้วก็บรรลุมรรค  ผล  ๒.โดยการเจริญวิปัสสนาภาวนาใช้ชนิกสมาธิ  เป็นการกำหนดสติแบบต่อเนื่องเรียกว่า  อินทรีย์ ๕ เป็นต้น โดยไม่ต้องใช้ฌานสมาบัติ  ในการปฏิบัติการเจริญวิปัสสนาภาวนา    หรือการเจริญสมาถภาวนามาก่อน  (เป็นทางที่อ้อมแต่มีฤทธิ์)  แต่การเจริญสมาธิภาวนา หรือเรียกอีกอย่างว่าสมาถภาวนาต้องสำเร็จได้ฌานสมาบัติถึงขั้นปฐมฌานก่อน  ถึงจะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้  โดยดูอาการเกิด-ดับ ในสุภสูตรมีครบองค์ประกอบ  เป็นแบบแผนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมี      พระปัญญาธิคุณ  พระบริสุทธิคุณ  และพระมหากรุณาธิคุณได้สร้างกฎระเบียบแบบแผนองค์ประกอบในการปฏิบัติ  ถ้าดำเนินการไปตามการวางระเบียบขึ้นไว้  การปฏิบัติเพื่อทางหลุดพ้นที่แท้จริงได้     ในอริยสัจ ๔ ทุกข์ สมุทัย  นิโรจน์  มรรค  ย่อมเห็นผลมาก  มีปกติทำสมาธิให้พอประมาณ  มีปกติให้ทำปัญญาพอประมาณ  ภิกษุนั้นล่วงละเมิดสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง  ออกจากอาบัติบ้างเพราะในการต้องอาบัติและการออกจาก  เราแต่สิกขาบทเหล่านั้นสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย          เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป  เธอจึงเป็น  พระโสดาบัน ๑ โสดาบัน ๑ ท่องเที่ยวไปในหมู่เทวดาและมนุษย์อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่ ๗ ครั้ง  แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์เบื้องต้น  ปัญญาขันธ์  อริยปัญญาขันธ์เมื่อพระอานนท์แสดงธรรมเสร็จ  ได้แก่  อริยสีลขันธ์  อริยสมาธิขันธ์  และอริยปัญญาขันธ์      ในพระสูตรไม่แสดงไว้ว่าสุภมานพโตเทยยบุตรนั้นได้บรรลุธรรมชั้นใดหรือขั้นใด  แต่ได้แสดงตนเป็นอุบาสกตลอดชีวิต  


๔. สรุปผลการวิจัย
ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยเอกสารแบบพรรณาเรื่อง  ศึกษาการเจริญวิปัสสนาในสุภสูตร  ครั้งนี้เป็นการศึกษาเอกสารด้านคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท  ศึกษาเฉพาะเนื้อหาหลักธรรม  และศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในสุภสูตรเท่านั้น  ซึ่งเป็นการปฏิบัติแบบสมถนำหน้าวิปัสสนา  ดังนั้น  ผู้ที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ควรจะศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมในประเด็นอื่นๆ  ด้วยให้ครอบคุม เช่น  ในการปฏิบัติวิปัสสนานำหน้าสมถ  หรือการปฏิบัติวิปัสสนาและสมถควบคู่กัน       การปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ  หรือการปฏิบัติตามหลักธรรม
วิเคราะห์ทัศนะของพระพุทธศาสนา  มีผลต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอดีตและปัจจุบันอย่างไรบ้าง  สุภสูตร  ไตรสิกขาบท  สิกขาบทเหล่านั้นสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นจึงเป็นโสดาบัน ๑ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมาก ๗ ครั้ง  ผู้วิจัยจะได้นำเสนอวิเคราะห์และ ผู้ปฏิบัติเจริญวิปัสสนาภาวนา  ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหิติ  หมายความว่า ปัจจัตตัง  ก็รู้เฉพาะตน  อันวิญญูชน  หมายถึงผู้รู้  พึงรู้ได้เฉพาะตน มีมรรค ผล ๑ เรียกว่า พระโสดาบัน เริ่มเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน ผู้ที่เข้าสู่กระแสนิพาน             และจะไม่ตกต่ำอีกแล้ว  หรือเกิดอย่างน้อยก็จะเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ และเป้าหมายสูงสุดพระพุทธศาสนา  คือ  พระอรหันต์ เข้าพระนิพพาน ไม่เฉพาะในสุภสูตร  เรียกว่าทุกๆ  พระสูตร สามารถยังทำกุศล  ให้เกิดประสิทธิภาพ  ประสิทธิผลได้ได้มากเลยที่เดียว ไม่มีศาสนาอื่นใดเหมือนศาสนาพุทธอีกแล้วที่สุดยอดขนาดนี้  ตามหลักคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า          พระธรรมมี  ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์  ถึงขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ  โลกุตตระ ๙  มี มรรค ๔  ผล ๔ และนิพพาน ๑

๕. ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการทำสารนิพนธ์ครั้งต่อไป  หากมีการศึกษาในเรื่องเดียวกันนี้ครั้งต่อไป  ผู้ศึกษาควรจะศึกษาในรายละเอียดของหลักธรรมที่ปรากฏในสุภสูตรในประเด็นดังต่อไปนี้
๕.๑ การศึกษาวิเคราะห์องค์ธรรมในนิวรณ์ ๕  มีผลต่อการบรรลุธรรม 
๕.๒ การศึกษาวิเคราะห์ปัญญาวิมุตติกับเจโตวิมุตติในการเจริญวิปัสสนาภาวนา
๕.๓ การวิเคราะห์การเจริญวิปัสสนาภาวนาตามหลักไตรสิขาบท
๕.๔ การวิเคราะห์องค์ฌาณในการบรรลุธรรม
๕.๕ การศึกษาปัญญาวิมุตติในการเจริญวิปัสสนาภาวนา



บรรณานุกรม

๑. ภาษาไทย:
ก. ข้อมูลปฐมภูมิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.  พระไตรปิฎกภาษาไทย  พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย  สีลขันธวรรค พระสูตรที่ ๑๐ เล่มที่ ๙ ข้อที่ ๔๔๔-๔๘๐ หน้า ๑๙๗-๒๑๒ กรุงเทพมหานคร:              โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

ข. ข้อมูลทุติยภูมิ
(๑) หนังสือวิชาการพระพุทธศาสนาเถรวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. แนวปฏิบัติในสติปัฏฐาน.     พิมพ์ครั้งที่ ๙  นครปฐม: โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัย.
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถระ ป.ธ.๙). อริยวังสปฏิปทา. กรุงเทพมหานคร:    หจก.ประยูรสาส์นไทย การพิมพ์),๒๕๕๔.
พระคันธสาราภิวงศ์. โพธิปักขิยธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: บริษัท บุญศิริการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๕.
พระภาวนาพิศาลเมธี วิ (ประเสริฐ มนฺตเสวี ป.ธ.๘) .วิปัสสนาภาวนา.กรุงเทพมหานคร: หจก.ประยูรสาส์นไทย การพิมพ์, ๒๕๕๘.
พระมหาทองมั่น สุทธจิตฺโต. คู่มือการเจริญสติปัฏฐาน ๔. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร:    บริษัท บุญศิริการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๖.
พระพุทธทาส อินทปญฺโญหน้า. ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี. พิมพ์ครั้งที่ ๘ กรุงเทพมหานคร:        บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด.
พุทธทาส. ตามรอยพระอรหันต์. สุราษฎร์ธานี: ธรรมทาน.
สุภีร์ ทุมทอง. อริยมรรค. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นครปฐม: สาละ.



[1] นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิปัสสนาภาวนา  บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัย    มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
[2] อาจารย์มหาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
[3] สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถระ ป.ธ.๙), อริยวังสปฏิปทา, กรุงเทพมหานคร:    หจก.ประยูรสาส์นไทย การพิมพ์), ๒๕๕๔, หน้า ๑-๘.
[4] พระคันธสาราภิวงศ์, โพธิปักขิยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท บุญศิริการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๕), หน้า ๓๒.
[5] พระพุทธทาส อินทปญฺโญหน้า, ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร:  บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด), หน้า.๑๖๙.
[6] พระภาวนาพิศาลเมธี วิ (ประเสริฐ มนฺตเสวี ป.ธ.๘),วิปัสสนาภาวนา, (กรุงเทพมหานคร:        หจก. ประยูรสาส์นไทย การพิมพ์), ๒๕๕๘, หน้า ๓๒๖.
[7] พระคันธสาราภิวงศ์, โพธิปักขียธรรม, หน้า ๑๑-๑๗๖.
[8] ที.สี. (ไทย). ๙/๔๔๔/๑๙๗.
[9] พระมหาทองมั่น สุทธจิตฺโต, คู่มือการเจริญสติปัฏฐาน ๔, พิมพ์ครั้งที่ ๑๓, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท บุญศิริการพิมพ์ จำกัด,๒๕๕๖), หน้า ๓๙.
[10] พุทธทาส, ตามรอยพระอรหันต์, (สุราษฎร์ธานี: ธรรมทาน), หน้า ๒๑๙.
[11] สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, แนวปฏิบัติในสติปัฏฐาน,  พิมพ์ครั้งที่ ๙ (นครปฐม: โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัย), หน้า ๗๔.

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิทยานิพนธ์ พระมหาศรพนา บทที่ 1

การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียน
วิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียน
วัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานนทบุรี เขต 1









พระมหาศรพนา  ลาคำ









การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตแขนงวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พ.ศ. 2555
The Use of Textbooks as Printed Learning Media in the Buddhism Course for
Students at Wat Chalerm Phra Kiat School in Nonthaburi Primary
Education Sevice Area 1









Phramaha Sonpana  Lakam








An Independent Study Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for
the Degree of Master of Education in Educational Technology and Communications
School of Educational Studies
Sukhothai Thammathirat Open University
2012



ชื่อการศึกษาค้นคว้าอิสระ          การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1
ผู้ศึกษา พระมหาศรพนา  ลาคำ  รหัสนักศึกษา 2532700511  ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
(เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา) อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร. วาสนา  ทวีกุลทรัพย์  ปีการศึกษา 2555


บทคัดย่อ

                  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรีเขต 1
                  ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 จำนวน 220 คนที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ที่โรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
                  ผลการวิจัย พบว่า การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ดังนี้ คือ (1) การใช้เนื้อหาสาระและเทคนิคด้านส่วนนำแผนผังแนวคิดช่วยให้นักเรียนทราบถึงภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดที่จะต้องศึกษา ภาษาที่ใช้ช่วยให้นักเรียนอ่านแล้วเข้าใจง่าย กิจกรรมนำสู่การเรียนช่วยให้นักเรียนปรับพื้นฐานความรู้ของนักเรียน ส่วนท้าย คือ หน้าประกาศช่วยให้นักเรียนทราบรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์และเทคนิค และกระดาษที่ใช้มีความคงทนถาวรต่อการหยิบใช้ของนักเรียน (2) การใช้หนังสือเรียนสำหรับการเรียนในชั่วโมงเรียนช่วยให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียน ระหว่างเรียนนักเรียนใช้ประกอบกิจกรรมที่เรียน หลังเรียนใช้อ่านทบทวนความรู้ที่ได้ศึกษาผ่านมา (3) การใช้หนังสือเรียนสำหรับการเรียนนอกชั่วโมงเรียน นักเรียนใช้ศึกษาหาความรู้เสริมจากที่เรียนในห้องเรียน จะใช้หนังสือเรียนเป็นสื่อเสริมช่วยในการทำการบ้าน และใช้อ้างอิงแหล่งที่มาของเนื้อหา และ (4) ประโยชน์จากการใช้หนังสือเรียน ทำให้นักเรียนสามารถทบทวนความรู้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ได้จากหนังสือเรียน คือ นักเรียนสามารถคิดวิจารณ์เรื่องราวต่างๆ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
คำสำคัญ           สื่อสิ่งพิมพ์  หนังสือเรียน  รายวิชาพระพุทธศาสนา  นักเรียนประถมศึกษา
Independent Study title:              The Use of Textbooks as Printed Learning Media in the
                                             Buddhism Course for Students at Wat Chalerm Phra Kiat
                                             School in Nonthaburi Primary Education Sevice Area 1  
Author: Phramaha Sornphana  Lakham; ID:2532700511;
Degree: Mater of Education (Educational Technology and Communications);
Independent Study advisor: Dr. Wasana Taweekulasap, Associate Professor;
Academic year: 2012


Abstract

                  The purpose of this research was to study the use of textbooks as printed learning media in the Buddhism Course for students at Wat Chalerm Phra Kiat School in Nonthaburi Primary Education Service Area 1.
                  The research population comprised 220 Prathom Suksa V – VI students studying in the first semester of the 2012 academic year at Wat Chalerm Phra Kiat School in Nonthaburi Primary Education Service Area 1. The employed research instrument was a questionnaire on opinions toward the use of textbooks as printed learning media in the Buddhism Course. Statistics employed for data analysis were the percentage, mean, and standard deviation.
                  Research findings showed that the overall use of textbooks as printed learning media in the Buddhism Course was at the high level.  When individual aspects of the use were considered, it was found to be at the high level in all aspects the details of which were as follows: (1) the use of textbook contents and concept mapping as the introductory technique helped the students to know the whole content they have to study; the textbook language was easy for the students to understand; activities for learning helped the student to adjust their knowledge background; the announcement page helped the students to know details on publication and technique; and the textbook paper was durable and convenient for the students to use; (2) the use of textbooks for learning in the classroom sessions helped the students to be interested in their learning and helped them to undertake their learning activities; after learning the students used textbooks for reviewing what they had recently learned; (3) in the use of textbooks for learning outside of the classroom, the students used them for learning more knowledge in addition to what they had learned in the classroom; they used them as the supplementary media in doing their homework and as reference sources for knowledge contents; and (4) the benefits of using textbooks were that the students could review their knowledge by themselves all the time; and the desirable characteristics they gained from using textbooks were that they were able to develop their critical thinking and to apply the obtained knowledge in solving their problems.






Keywords:        Printed learning media, Textbook, Buddhism Course,
                     Prathom Suksa student
กิตติกรรมประกาศ

              การศึกษาวิจัยค้นคว้าแบบอิสระฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจาก
รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา  ทวีกุลทรัพย์ อาจารย์ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตาม และให้การช่วยเหลือในด้านต่างๆ ด้วยดีมาโดยตลอด จนกระทั่งเสร็จอย่างสมบูรณ์ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งใจในความกรุณาของท่านเป็นอย่างยิ่ง ขอเจริญพรขอบคุณอย่างสูงและขออนุโมทนา มา ณ โอกาสนี้
              ขอเจริญพรขอบคุณ รองศาสตราจารย์ นวลเสน่ห์ เชิดชูธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการประเมินผล รองศาสตราจารย์สาธิต  วิมลคุณารักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีการศึกษา และอาจารย์ ดร.ศันสนีย์  สังสรรค์อนันต์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเนื้อหา ที่เสียสละเวลาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและให้คำแนะนำจนทำให้การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และคณาจารย์สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ แขนงวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาทุกท่าน ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้และประสบการณ์ตลอดระยะเวลาการศึกษา
              ขอกราบขอบพระคุณ พระธรรมกิตติมุนี เจ้าอาวาสวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี พระอธิการประหยัด สุจิณฺโน เจ้าอาวาสวัดบ้านติมรัตนาราม จังหวัดศรีสะเกษ พระเถรานุเถระ และเพื่อนสหธัมมิก ที่ได้เมตตาให้กำลังใจในการศึกษาด้วยดี
              ขอเจริญพร ขอบคุณท่านผู้อำนวยการสถานศึกษา คณาจารย์ โรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ ที่ให้กำลังใจและให้คำปรึกษาด้วยดี และขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5-6 ปีการศึกษา 2555 ทุกคน ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างดี  
              ขอแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณแด่ โยมพ่ออุดร โยมแม่สุเทียน ลาคำ และขอบใจ น้องๆ ทุกคนที่คอยห่วงใย ให้กำลังใจ และให้ความสนับสนุนด้วยดีจนสำเร็จการศึกษา
              ขอกราบขอบพระคุณ/เจริญพรขอบคุณ เพื่อนๆ นักศึกษาปริญญาโท แขนงวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือในหลายๆ ด้านและเป็นกำลังใจด้วยดีเสมอมา จนสำเร็จการศึกษา
              สุดท้ายนี้ คุณค่าและประโชน์อันเกิดจากการวิจัยค้นคว้าอิสระฉบับนี้ ผู้วิจัยขออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทุกผู้ ทุกตัวตน ขอให้ได้รับส่วนกุศลนี้ ได้อนุโมทนา และอโหสิกรรมให้แก่กันและกันด้วย เทอญ
                                                                   พระมหาศรพนา  ลาคำ
                                                                   กรกฎาคม  2556

บทที่  1
บทนำ


1.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

1.1       สภาพที่พึงประสงค์ ในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน
     กรมวิชาการ (2544: 2-8) ได้กล่าวไว้ว่า สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนเป็นสื่อที่มีการผลิตมาแต่สมัยโบราณ กระบวนการผลิตจึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคนทั่วไปก็นิยมใช้เป็นแหล่งความรู้อย่างกว้างขวาง จึงได้รับการผลิตออกมาปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก ในด้านการเรียนการสอนนับได้ว่าเป็นสื่อที่มีความสำคัญมากอย่างยิ่ง ในบรรดาสื่อการเรียนการสอนประเภทต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียน สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนเป็นพื้นฐานที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนที่เก่าแก่และมีความสำคัญมากมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน แม้ปัจจุบัน สื่อการเรียนการสอนจะเกิดขึ้นมากมาย แต่บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนก็มิได้ถดถอยลง โรงเรียนยังอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนเป็นสื่อหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามจุดประสงค์ของหลักสูตร สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนเป็นแหล่งความรู้ ที่ยอมรับกันว่าสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนช่วยเพิ่มพูนความรู้  ความคิด และประสบการณ์ให้กว้างขวางขึ้น เป็นเสมือนคลังแห่งความรู้ ความคิด และวิทยาการทุกด้านของมนุษย์  โดยมนุษย์พยายามจะบันทึกรักษาไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนแพร่ไปถึงที่ใดความรู้ ความคิด และวิทยาการก็จะแพร่กระจายไปถึงที่นั่น จึงเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งที่ทำให้มนุษย์พัฒนาปัญญาของตน แม้ในโลกปัจจุบันจะมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนยังเป็นสื่อพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็น เพราะมีลักษณะเฉพาะตัว  ที่เอื้ออำนวยในการสื่อสารไปยังนักเรียนเป็นจำนวนมาก มีการยืดหยุ่นหมุนเวียนสามารถหยิบยืมกันใช้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ เก็บรักษาได้ง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ทั้งนี้ สมพร  จารุนัฎ (2534: 40-43) ได้กล่าวถึง บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนว่า มี 5 บทบาท คือ (1) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจและเกิดความคิด จากการอ่านโดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ช่วยกำหนดให้เป็นไปตามขั้นตอนทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับจนเกิดการเรียนรู้ที่กว้างขวางขึ้น เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิด  และทักษะที่แน่ชัด (2) เป็นเครื่องนำฐานะเป็นผู้ชี้นำ สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนที่ดีควรให้นักเรียนได้รับทั้งความรู้ ความคิด ทักษะเจตคติ รวมทั้งความสามารถที่จะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และให้แนวทางแก่ผู้อื่นในการศึกษาหาความรู้ พัฒนาความคิด และการนำความรู้ไปใช้ให้ได้ประโยชน์ด้วย (3) เป็นแหล่งประมวลความรู้  สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนที่ดีจึงต้องมีลักษณะที่เป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้เรียนซึ่งอาจหาไม่ได้จากหนังสือประเภทอื่นๆ ครูอาจ จะต้องเอาใจใส่พิเศษเกี่ยวกับการเลือกสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน (4) เป็นทางนำไปสู่ความหมายของความจริง การศึกษาจากการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่ตัวผู้เขียน ความมุ่งหมายของผู้เขียน
ตัวผู้อ่าน ความมุ่งหมายในการอ่าน และสภาพแวดล้อมต่างๆ มิฉะนั้นแล้ว นักเรียนอาจไม่เกิดการเรียนรู้ตามที่ควรจะเป็นก็ได้ และ (
5) เป็นแรงกระตุ้นและแรงบัลดาลใจ สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน อาจทำให้น่าสนใจได้ด้วยการสร้างคุณสมบัติทั้งภายในและภายนอกให้ดึงดูดความสนใจตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ตัวหนังสือ สีสัน ภาพประกอบ เรื่อยไปจนถึงการนำเสนอเนื้อหา การตั้งชื่อบท ตอน หัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย คำถาม กิจกรรม เป็นต้น
     นอกจากนี้ อมรา  เล็กเริงสินธุ์ (2540: 153) ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนไว้ว่า (1) เป็นแหล่งข้อมูลที่รวบรวมเนื้อหาในการเรียนการสอน ไว้ตามลำดับขั้นตอนตามหลักสูตร ทำให้สะดวกในการสอนช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ครบตามความมุ่งหมายของหลักสูตร (2) เป็นสื่อการเรียนการสอนที่นักเรียนจะใช้ศึกษาเป็นรายบุคคลได้ดี เพราะนักเรียนเรียนได้ตามกำลังความสามารถและช่วยให้ครูมอบหมายงานให้นักเรียนได้ตามความสามารถ (3) เป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และแนวทางในการให้เกิดการค้นคว้าทดลอง (4) เป็นสื่อการเรียนการสอนที่กะทัดรัด ช่วยสรุปและให้คำตอบในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมีขอบเขตในวงการนั้นๆ และเหมาะสมกับระดับความรู้ของนักเรียนในชั้นนั้นๆ และ
(
5) เป็นพื้นฐานสำคัญก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่นักวิชาการที่จะสร้างสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนอื่นๆ ตามมา ดังนั้น สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนที่ดีจึงมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตามหลักสูตรและลำดับชั้น
1.2       สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน
     สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาจัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียน โดยดำเนินการให้สอดคล้องตามกรอบของครบตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกประการส่งเสริมกระบวนการคิด การสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา  ความสามารถในการสื่อสาร การติดสินใจ การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้นักเรียนมีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมถึงการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม ประกอบด้วย 6 หน่วย ในแต่ละหน่วยแบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆ ซึ่งประกอบด้วย (1) เป้าหมายการเรียนรู้ประจำหน่วย  กำหนดระดับความรู้ ความสามารถของนักเรียนว่าเมื่อเรียนจบในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ต้องบรรลุมาตรฐานตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรข้อใดบ้าง (2) แนวคิดสำคัญ แก่นความรู้ที่เป็นความรู้ความเข้าใจคงทนติดตัวนักเรียน (3) เนื้อหา  ครบตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รวมทั้งนำเสนอเหมาะสมกับการเรียนการสอนในแต่ละระดับชั้น (4) กิจกรรม  มีหลากหลายรูปแบบให้นักเรียนปฏิบัติ แบ่งเป็น (4.1) กิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน นำเข้าสู่บทเรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจแก่นักเรียน (4.2) กิจกรรมรวบยอด ให้นักเรียนปฏิบัติเพื่อแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้รวบยอดและประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรฐานตัวชี้วัดประจำหน่วย วิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่จะได้ศึกษาประวัติความเป็นมา  หลักธรรมคำสั่งสอน และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตน ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ชนรุ่นหลัง ทั้งยังเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข มีระเบียบวินัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีคุณธรรม จริยธรรม ปัจจุบันสถาบันการศึกษาได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับวิชาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ดังนั้น สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาจึงมีความสำคัญมากในการจัดการเรียนการสอน (จงจรัส  แจ่มจันทร์ และคณะ 2551: คำนำ) 
     สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาที่โรงเรียนวัดเฉลิมพระ-เกียรติใช้ประกอบการเรียนการสอนนั้น ได้รับงบประมาณสนับสนุนตามโครงการเรียนฟรี 15ปี จากกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการจัดซื้อตามมติที่ประชุม พิจารณาร่วมกันคัดเลือกให้เหมาะสมตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีขนาด 8 หน้ายก ระบบพิมพ์ 4 สี ขนาดตัวอักษร 20 พ้อยท์ จำนวน 138 หน้า เมื่อแจกให้นักเรียนแล้ว ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของนักเรียนเลย  ไม่ต้องคืนทางโรงเรียนอีก โดยมีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีพระภิกษุที่เป็นครูพระสอนศีลธรรม สังกัดมหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นผู้สอนโดยแบ่งความรับผิดชอบ สอนชั้นละ
1 รูป รวมทั้งหมด 4 รูป ซึ่งกำหนดให้ใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนที่ทางโรงเรียนเตรียมไว้ประกอบการเรียนการสอนและสามารถนำสื่อการเรียนการสอนมาสอนเสริมได้ตามความเหมาะสม   
1.3       สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน
     การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1  นั้น ไม่มีรูปแบบการใช้ที่แน่นอน นักเรียนจะใช้ก็ต่อเมื่อครูเป็นผู้บอกให้ใช้ เป็นส่วนมาก  ส่งผลให้ผลการเรียนของนักเรียนไม่เท่ากัน
     จากการสอบถามครูผู้สอน พบว่า นักเรียนส่วนมากยังขาดความกระตือรือร้นในการอ่านหนังสือเรียน หากมีเวลาว่างก็จะนำหนังสือการ์ตูน นวนิยาย ฯ มาอ่าน ส่งผลทำให้การเรียนของนักเรียนไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ ครูจึงต้องคอยให้การแนะนำและกำหนดกิจกรรมให้นักเรียนใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนให้มากที่สุดทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน เช่น ให้ทำกิจกรรมท้ายบท ให้การบ้าน เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักการนำสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าอย่างสูงสุดสอดคล้องกับ ทิพย์เกสร  บุญอำไพ (2549: 19) ที่กล่าวว่า หากครูคอยชี้แนะข้อดีและข้อเสียของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนจะช่วยให้นักเรียนรู้จักเลือกสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนมาอ่านได้
1.4       ความพยายามในการแก้ไขปัญหา ในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน
     จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบ การวิจัยเชิงทดลองของ ธนิต  ทองหล่อ (2550)ได้ทำการศึกษาเรื่อง รายงานผลการใช้สื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า (1) ประสิทธิภาพของสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ศาสนา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.79/87.18 ซึ่งเป็นไปได้ตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ (2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ศาสนา พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ศาสนา พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
     จากการศึกษา พบว่า การใช้สื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องศาสนา นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เพราะสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ศาสนา มีประสิทธิภาพและช่วยให้นักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้น 
1.5       แนวทางที่ผู้วิจัยจะดำเนินการแก้ไขปัญหาในการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน
     จากความพยายามในการแก้ปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษา การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 ขึ้นมาเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนในด้าน 1) การใช้เนื้อหาและเทคนิคของหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (2) การใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียน และ (3) ประโยชน์จากการใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อหาแนวทางในการใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาที่มีประสิทธิภาพ
2.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

2.1       วัตถุประสงค์ทั่วไป
     เพื่อศึกษาการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1
2.2       วัตถุประสงค์เฉพาะ
     2.2.1  เพื่อศึกษาการใช้เนื้อหาและเทคนิคของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา
     2.2.2  เพื่อศึกษาการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา ในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียน
     2.2.3  เพื่อศึกษาประโยชน์จากการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน ประกอบการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา

3.  ขอบเขตของการวิจัย

3.1       รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ
3.2       ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 โรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ใน
ภาคเรียนที่
1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 220 คน 
3.3       ขอบข่ายเนื้อหาสาระการวิจัย ครอบคลุม การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) การใช้เนื้อหาและเทคนิคของหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (2) การใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียน และ (3) ประโยชน์จากการใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา
3.4       เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1
3.5       ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2555 - กรกฎาคม 2556

4.  นิยามศัพท์เฉพาะ

4.1       สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียน หมายถึง เอกสารทางวิชาการที่จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนใช้เป็นสื่อหลักในการเรียนการสอนซึ่งมีเนื้อหาสาระครบถ้วนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลักฐานทางวิชาการที่มั่นคง แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา ส่วนกิจกรรม และส่วนท้าย
4.2       หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาที่ทางโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติได้คัดเลือกเพื่อนำมาใช้ประกอบการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ซึ่งมีเนื้อหาสาระครบถ้วนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
4.3       การใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา หมายถึง การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในส่วนเนื้อหาและเทคนิคของหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาประกอบการเรียนในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด
4.4       การใช้เนื้อหาและเทคนิคของหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนา หมายถึง การใช้ส่วนเนื้อหา ครอบคลุม ส่วนนำ ประกอบด้วย การใช้ปก คำนำ คำชี้แจงในการใช้ แผนผังความคิด สารบัญ การเรียนรู้และตัวชี้วัด เป้าหมายการเรียนรู้ และแนวคิดสำคัญ ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย การใช้การวางโครงเรื่อง เนื้อหา ภาษา ตัวอักษรและภาพประกอบ ส่วนกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมสำหรับการนำเข้าสู่การเรียน การใช้สำหรับการเรียนโดยตรงระหว่างเรียน และการใช้สำหรับการเรียนโดยตรงหลังเรียน และส่วนท้าย ประกอบด้วย การใช้การอ้างอิง คำสำคัญ และหน้าประกาศ และการใช้เทคนิค ประกอบด้วย การใช้รูปเล่ม การออกแบบ และกระดาษ   เพื่อให้เกิดประโยชน์และให้ความรู้แก่นักเรียนอย่างสูงสุด
4.5       การใช้หนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียน หมายถึง การนำหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาไปใช้ประกอบการเรียนในชั่วโมงเรียน ครอบคลุม การใช้สำหรับการเรียนโดยตรง การนำเข้าสู่บทเรียน การใช้ระหว่างเรียน และการใช้หลังเรียน และการใช้ประกอบการเรียนนอกชั่วโมงเรียน ครอบคลุม การใช้สำหรับความรู้ทั่วไป การใช้เป็นสื่อเสริมเพื่อการศึกษา และการใช้สำหรับการค้นคว้าอ้างอิง เพื่อให้เกิดประโยชน์และให้ความรู้แก่นักเรียนอย่างสูงสุด

4.6       ประโยชน์จากการใช้หนังสือเรียน หมายถึง คุณค่าที่นักเรียนได้รับจากการใช้ช่วยให้นักเรียนสามารถนำไปศึกษาได้ด้วยตนเองและสามารถทบทวนได้ตลอดเวลา มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการช่วยให้นักเรียนเพิ่มพูนความสามารถของคนเอง สามารถคิดวิจารณ์เรื่องราวต่างๆ และเป็นคติสอนใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
4.7       นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ของโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรีเขต 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2555

5.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ


เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือเรียนประกอบการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนโรงเรียนวัดเฉลิมพระเกียรติ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 ต่อไป